Skip to content

SocAntNet

Web Logo
293617763 1250608535713903 4786598847546498537 N

สรุปการปาฐกถาในหัวข้อ

Care and Justice: Doing Anthropology in Virulent Times

ส่วนที่ 1: บทนำ

          รศ.ดร.โบ-คยอง ซอแนะนำตัวเองว่าเป็นนักมานุษยวิทยาที่สนใจประเด็นเกี่ยวกับสุขภาพและการเมืองของความอาทร (care) ที่ทำงานทั้งในเชิงภาคสนามและเชิงเปรียบเทียบระหว่างเกาหลีใต้และไทยไปพร้อมๆกัน ซึ่งเป็นสนามการทำงานที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยงานศึกษาในเกาหลีใต้เน้นไปที่การเคลื่อนไหวประเด็นเกี่ยวกับเชื้อ HIV และการเมืองแบบเควียร์ ในขณะที่งานศึกษาในไทยจะเน้นไปที่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและความขัดแย้งระหว่างความคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยกับประชานิยม แต่ รศ.โบ ก็ได้ชี้ว่าทั้งสองสนามการทำงานนั้นต่างก็เป็น “โลก” ทั้งสองใบที่สำคัญต่อการทำงานมานุษยวิทยาที่ทำให้เธอได้คิดอย่างจริงจังต่อการประกอบสร้างและแปรเปลี่ยนไปกับ (becoming-with) “โลก” ของเรา 

         ปาฐกถานี้ว่าด้วยวิกฤตของความอาทรที่เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของเชื้อ COVID-19 และคำถามที่ว่าสิ่งใดกันที่สามารถถูกนับว่าเป็นความอาทรได้โดยเฉพาะภายในโครงสร้างของความอยุติธรรมและความเหลื่อมล้ำท่ามกลางการระบาดนี้ ซึ่งประเด็นและคำถามดังกล่าวทำให้เราเห็นได้ว่า COVID-19 ไม่ได้เป็นแค่ชื่อของไวรัสเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงผลกระทบที่แตกต่างไปในแต่ละชีวิตของผู้คน ทั้งโอกาสถึงการมีชีวิตที่ดี การมีความมั่นคงและได้รับการปกป้องจากรัฐซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงการแบ่งส่วนระหว่างสิ่งที่ได้รับการดูแลและสิ่งที่ถูกปล่อยปละละเลยอย่างชัดเจน

 

ส่วนที่ 2: เงื่อนไขของความอาทร

          กล่าวถึงสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศเกาหลีใต้ แม้รัฐบาลเกาหลีใต้จะค่อนข้างประสบความสำเร็จในการคัดแยกการกระจายของเชื้อโรคออกมาจากสังคมทั่วไปสู่พื้นที่ทางสาธารณสุขอย่างโรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ และศูนย์ดูแลระยะยาว แต่ก็เป็นการผลักไสให้ผู้คนที่อาศัยและวนเวียนอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคระบาดมากที่สุด ซึ่งได้แปรเปลี่ยนสถานะของของพื้นที่เหล่านี้จากพื้นที่ของการดูแลรักษาเป็นพื้นที่ของความตาย [ที่มีลักษณะถูกตัดตอนจากชุดความสัมพันธ์ทางสังคมในมิติอื่นๆ (sequestered death)]  ไปเสียแทน ส่วนในไทยการระบาดของเชื้อ COVID-19 อาจเรียกได้ว่าเป็นอีกรูปแบบของความอดอยากและหิวโหยของคนที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อคดาวน์ของรัฐบาลที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ต้องหยุดชะงักลง จากประสบการณ์ของผู้คนแต่ละประเทศเราจะเห็นถึงมิติอันโหดร้ายของความอาทรที่ถูกบริหารจัดการโดยรัฐ เพราะแม้ว่าในที่สุดเราจะรู้ว่าเป็นการใช้อำนาจในทางมิชอบหรือเกิดความไม่ชอบธรรมขึ้นก็ตาม แต่เมื่อรัฐบาลบอกว่าทำในนามของความหวังดีหรือผลประโยชน์ของส่วนรวมแล้วเราก็ไม่สามารถขัดขืนต่อวาทกรรมของรัฐได้โดยง่าย

          ในบริบทเช่นนี้เองที่ทำให้ปรากฏการณ์อย่าง “กลุ่มคนดูแลกันเอง” ที่คอยบริจาคและอาสาแจกจ่ายของอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันให้แก่แรงงานข้ามชาติในค่ายก่อสร้างหลายจุดในกรุงเทพ เนื่องจากกลุ่มอาสาสมัครดังกล่าวได้รับรู้ถึงการที่รัฐบาลได้ปล่อยปละละเลยหรือทอดทิ้งแรงงานข้ามชาติอย่างที่ได้แสดงจากชื่อภาษาอังกฤษในเพจของกลุ่มคือ “No one care Bangkok” ซึ่งจากปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้เราได้เห็นถึงแง่มุมที่สำคัญของความอาทรคือ “การพึ่งพาซึ่งกันและกัน” (interdependence) อันมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าแรงงานข้ามชาติถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนสังคมไทยในปัจจุบัน เราจึงจำเป็นที่จะต้องรับรู้ถึงสถานะการดำรงอยู่ (presense) ในสังคมไทยของพวกเขา และอีกแง่มุมคือ “การเป็นผู้กำหนดตัวเอง” (autonomy) ที่กลุ่มคนดูแลกันเองได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติแม้ว่าหน้าที่ดังกล่าวควรจะเป็นของรัฐบาลก็ตาม

           สองแง่มุมดังกล่าวถือเป็นมิติอันทรงพลังที่ โบต้องการถ่ายทอดออกมาในการทำงานประเด็นเกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในไทย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความอาทรไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากความทะเยอทะยานของรัฐ (สมัยใหม่) เท่านั้น แต่มาจากการทำงานของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด รวมไปถึงตัวผู้ป่วยที่จำเป็นต้องดูแลตัวเองด้วย เราจึงเห็นได้ว่าความอาทรนั้นเป็นสิ่งที่ถูกดึงออกมา (Elicitation) หรือถูกทำให้เป็นไปได้จากความสัมพันธ์ทางสังคมของมนุษย์ที่จำเป็นต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันโดยเฉพาะในยามที่สังคมเผชิญกับสถานการณ์ที่เปราะบางและล่อแหลมเช่นนี้

 

ส่วนที่ 3: ความอาทรและความยุติธรรมทางการเมือง

        ด้วยเงื่อนไขดังกล่าวของความอาทรนั้นทำให้เราเห็นว่าความพยายามที่จะบรรลุถึงความยุติธรรมและความเท่าเทียมจำเป็นที่จะต้องมีความตื่นตัวและเอาใจใส่ต่อความเปราะบางที่คนมีร่วมกันเป็นอย่างมาก ตัวอย่างงานการศึกษาการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเสื้อแดงถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการอุทิศตัวทางการเมืองของหญิงเสื้อแดงที่ปรารถนาถึงระบอบประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นความอาทรต่อกลุ่มคนรุ่นหลังของประเทศนี้ โดยอาศัยปฎิบัติการต่อต้านทางการเมืองผ่านเรือนร่างของเธอที่เคยได้เผชิญกับความรุนแรงโดยรัฐและประสบกับความเปราะบางทางสังคม (อันเกิดจากการปล่อยปละละเลยโดยรัฐ) ซึ่งในไม่นานมานี้เราก็ได้พบเจอกับการเคลื่อนไหวอารยะขัดขืนในรูปแบบเดียวกันนี้ต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นโดยรัฐอย่างทรงพลังเช่นกัน นั่นคือการประท้วงอดอาหาร (hunger strike)

         ช่วงปีที่ผ่านมาทั้งในเกาหลีใต้และไทยได้มีการประท้วงทางการเมืองโดยการอดอาหารของนักกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยในเกาหลีใต้นั้นเป็นการอดอาหารของ Miryu กับ Yi Jong Geol นักกิจกรรมสิทธิมนุษยชนเพื่อเรียกร้องการออกกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติ                         (Anti-discrimination Law) ทั้งในทางเพศ อายุ เงื่อนไขทางกายภาพ และพื้นเพทางสังคมอื่นๆ ส่วนในไทยล่าสุดนั้นเป็นการอดอาหารของ “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ นักกิจกรรมทางการเมืองที่เคลื่อนไหวประเด็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เพื่อประท้วงการจำคุกตัวเธอที่ไม่ชอบด้วยกระบวนการยุติธรรมสากล

           นักปรัชญาสตรีนิยม Joan Tronto ได้นิยามความอาทรว่าเป็นการกระทำทุกอย่างที่เราทำเพื่อจะบำรุง  สานต่อ และซ่อมแซมโลกของเรา แต่ถ้าเราเห็นว่าโลกการเมืองเต็มไปด้วยความอยุติธรรมและความสามานย์ เราควรจะแสดงความอาทรออกมาอย่างไรดี? การประท้วงอดอาหารทั้งในเกาหลีใต้และไทยที่ผ่านมาคือหนึ่งในปรากฏการณ์ที่ชวนครุ่นคิดถึงรูปแบบของการอาทรในช่วงเวลาวิกฤตทางการเมืองนี้ได้ เพราะแม้เหล่าผู้ทำการประท้วงในสองกรณีนี้นั้นจะตั้งใจการประท้วงด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผู้ประท้วงได้กระทำในสองที่นั้นก็คือการตั้งใจทำให้ร่างกายของตนเองอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางอันถือเป็นการปฏิเสธอำนาจอธิปไตยของรัฐในการผูกขาดความรุนแรงทางกายภาพเพื่อดึงความอาทรจากผู้คนที่ได้รับรู้การแสดงออกดังกล่าวออกมาให้เห็นถึงสถานการณ์ความรุนแรงอันผิดปกติที่รัฐทำต่อเสรีภาพของผู้คนและปฏิเสธการผลิตซ้ำระเบียบทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเหล่านี้โดยการละทิ้งสภาวะปกติของสัญชาตญาณการเอาตัวรอด (self-preservation) อีกด้วย

          จะเห็นได้ว่าการประท้วงอดอาหารเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความไม่สงบทางสังคม (social unrest) ที่ผู้ประท้วงได้กระทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่การสร้างความไม่สงบทางสังคมแบบสันติที่ตะวันหรือ Miryu กับ Yi Jong Geol ได้กระทำนั้นถือเป็นการแสดงออกถึงความอาทรที่พวกเขามีต่อสังคมด้วยการพยายามที่จะนำความยุติธรรมและความเท่าเทียมกันมาสู่ประเทศของพวกเขา สุดท้าย ปฏิบัติการและรูปแบบของความอาทรที่ไม่ถูกรับรู้เหล่านี้ควรจะต้องถูกศึกษาในวงการมานุษยวิทยาของประเทศไทยต่อไป 

[เพื่อที่เราในฐานะผู้ร่วมโลกกับพวกเขาจะสามารถรับรู้และเอาใจใส่ต่อปฏิบัติการและรูปแบบของความอาทรที่ก่อตัวขึ้นเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและแปรเปลี่ยนตัวเองไปกับ “โลก” ที่กำลังถูกบำรุงซ่อมแซมไปโดยความอาทรที่เราได้ประจักษ์เหล่านี้]